พลาด 2 จุดโทษไม่แกว่ง ! ผ่า 5 ข้อ แมนยู บุกสยบ นอริช


แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ค่อยๆ เรียกฟอร์มเก่งกลับมาได้เรื่อยๆ โดยล่าสุดพวกเขาสามารถบุกไปเอาชนะ นอริช ซิตี้ 3-1 เกมพรีเมียร์ลีก เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยเป็นชัยชนะเกมเยือนในลีกนัดแรกนับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการคืนสู่ฟอร์มเก่งอีกครั้ง

นอกจากชัยชนะสำคัญนี้แล้ว ยังมีประเด็นที่ต้องให้พูดถึงก็คือการได้ 2 จุดโทษแต่ มาร์คัส แรชฟอร์ด กับ อองโตนี่ย์ มาร์กซิยาล ยิงพลาดทั้งสองครั้ง ทำให้เกิดขึ้นคำถามว่าตอนนี้สภาพจิตใจของนักเตะ “ผีแดง” กับการยิงจุดโทษเริ่มมีปัญหาหรือเปล่า ?

อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าประทับใจก็คือพวกเขาไม่เสียสมาธิ และสามารถซัดคนละประตูในชัยชนะเกมนี้ ขณะเดียวกันฟอร์มของ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ กับ แดเนี่ยล เจมส์ ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า โอเล่ กุนนาร์ โซลชา คิดถูงที่เชื่อใจให้พวกเขาเป็นแกนหลักในการสร้างทีม

1. ปัญหาความมั่นใจยิงจุดโทษ 
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นทีมที่ได้จุดโทษมากที่สุดในฤดูกาลนี้ และพวกเขาไม่สามารถที่จะใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบนี้เพื่อทำให้ทีมเก็บชัยชนะได้ในบางเกม โดยแมตช์นี้ “ปีศาจแดง” ก็เป็นอีกแมตช์ที่ได้จุดโทษแถมไม่ใช่ครั้งเดียวซะด้วย

สำหรับ  2 จุดโทษที่ได้ในแมตช์นี้เกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรก และมาจากการใช้ “วีเออาร์” อย่างไรก็ตามสาวก “เร้ด อาร์มี่” ต้องเซ็งสุดๆ เพราะทั้ง มาร์คัส แรชฟอร์ด และ อองโตนี่ย์ มาร์กซิยาล ไม่สามารถส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายได้ ที่สำคัญการยิงของพวกเขาก็น่าผิดหวังด้วย ซึ่งทำให้ ทิม ครูล สามารถเซฟได้สบายๆ

ตอนนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้จุดโทษมาแล้ว 6 ครั้งแต่พวกพลาดไปถึง 4 ครั้ง โดยฝีเกือกของ แรชฟอร์ด (2 ครั้ง) และ มาร์กซิกยาล กับ ปอล ป็อกบา คนละครั้ง แน่นอนว่าตอนนี้ทำให้หลายคนเริ่มรู้สึกแล้วว่าผู้เล่นของ “ผีแดง” มีปัญหาเรื่องสภาพจิตใจเกี่ยวกับการยิงจุดโทษ

อย่างไรก็ตามแม้จะพลาด 2 จุดโทษในเกมนี้ แต่ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่พอจะลืมกันได้ เนื่องจากฟอร์มในแมตช์นี้ค่อนข้างจะดีเยี่ยมหากไม่นับจังหวะที่ประมาทของ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ บริเวณกลางสนามจนนำไปสู่การโดนตีไข่แตก ภาพรวมถือว่ามีอนาคต

2. แม็คโทมิเนย์-เจมส์ พัฒนาก้าวไกล 

ถ้าหากจะมองบรรดานักเตะดาวรุ่งที่สร้างความแตกต่างในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ยุคโซลชา แน่นอนว่าชื่อของ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ กับ แดเนี่ยล เจมส์ คือสองสตาร์ที่แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาสามารถก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะตัวหลักของทัพ “ปีศาจแดง”

ดาวเตะชาวสกอตติช และปีกทีมชาติเวลส์ แสดงศักยภาพชั้นยอดตอบแทนความเชื่อใจของ “น้าลูกอม” ได้อย่างสุดยอด โดยในรายของ แม็คโทมิเนย์ ตอนนี้กลายเป็นหัวใจในแดนกลางแมนฯ ยูไนเต็ด ไปเรียบร้อยแล้ว เพราะค่อยทำหน้าที่เติมเกมรุก และยังเล่นเกมรับได้ดีด้วย

นอกจากการเป็นหัวใจแดนกลางแล้ว กองกลางทีมชาติสกอตแลนด์ ยังสามารถยิงประตูช่วยทีมได้หลายต่อหลายครั้ง เห็นได้ชัดว่าเวลาที่กองหน้าไม่สามารถสร้างปัญหาแนวรับคู่แข่ง “บิ๊กแม็ค” มักจะใช้การยิงไกลแถวสอง หรือการสอดเข้าไปในเขตโทษยิงประตูช่วยทีมได้เสมอ

ขณะที่ “เจ้าหนูเจมส์” ต้องบอกเลยว่ารายนี้ ปรับตัวได้อย่างรวดเร็วในฐานะปีกขวา ซึ่งเขาสามารถใช้ความเร็วขู่เกมรับคู่แข่งได้ตลอด แมตช์นี้เป็นอีกครั้งที่ สตาร์ดาวรุ่งเลือดเวลส์ ใช้ความเร็วปานจรวดเรียกจุดโทษให้กับทีม ขณะเดียวกันเขายังโชว์คุณภาพชั้นยอดในการผ่านบอลที่แสนคมกริบให้กับ แรชฟอร์ด ส่งบอลซุกก้นตาข่าย

แน่นอนว่าทั้ง แม็คโทมิเนย์ และ เจมส์ ยังสามารถพัฒนาฝีเท้าได้อีกหลายเท่า รวมทั้งจะเป็นกำลังสำคัญในการนำ “เร้ด เดวิลส์” คืนสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง

3. สองพันแล้วจ้า

ไหนๆ ก็ยกยอปอปั้น แม็คโทมิเนย์ แล้ว งานนี้ก็คือต้องต่อกันซะเลยเพราะชื่อของ “บิ๊กแม็ค” ในการยิงประตูเบิกร่องให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เกมถล่ม นอริช ซิตี้ กลายเป็นประตูที่ 2,000 ของสโมสรอันเป็นที่รักในการเล่นในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ

ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะประตูดังกล่าวส่งผลให้ เจ้าของแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี 20 สมัย กลายเป็นสโมสรแรกที่ยิงประตูเข้าสู่หลัก 2,000 ในพรีเมียร์ลีก ด้วย ต้องบอกว่านี่ถือเป็นฤกษ์งามยามดีสำหรับ “ปีศาจแดง” ในการที่จะเรียกความเชื่อมั่นกลับมาอีกครั้ง

นอกจากนี้ แม็คโทมิเนย์ ยังก้าวขึ้นมามีชื่ออยู่ร่วมกับตำนานของสโมสรในการยิงประตูด้วยโดยต่อจาก ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ ที่ซัดประตูที่ 1,500 ให้กับสโมสร (ธ.ค. 2011), คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซัดประตูที่ 1,000 ให้แมนฯ ยูไนเต็ด (ต.ค. 2005), แอนดี้ โคล กับ อันเดร เคนเชลสกี้ ซัดประตูที่ 500 (ก.พ. 1999) กับ 100 (พ.ย. 1993) ให้ “ผีแดง” ตามลำดับ

 4. มาร์กซิยาล กลับมาแล้ว 

หลังจากที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องประสบกับปัญหาการจบสกอร์ แต่ตอนนี้พวกเขาน่าจะกลับสู่การเป็นยอดทีมยิงประตูอีกครั้ง หลังจากที่ อองโตนี่ย์ มาร์กซิยาล กลับมาลงสนามให้ต้นสังกัดพร้อมกับสภาพความฟิตที่เต็มเปี่ยม และความมั่นใจสุดขีด

แมตช์นี้ มาร์กซิยาล มีการเคลื่อนที่หาตำแหน่งได้อย่างยอดเยี่ยม และยังสามารถเล่นได้เข้าขากับ เจมส์ กับ แรชฟอร์ด ได้เป็นอย่างดี ทำให้แนวรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด มีมิติและความหลากหลายมากขึ้นกว่าตอนแรกๆ ที่ไม่มี ดาวเตะเลือดเฟร้นช์ ลงสนาม

อย่างไรก็ตามเกมนี้ มาร์กซิยาล อาจจะโดนตำหนิแค่นิดเดียวตรงที่เขาพลาดการยิงจุดโทษเพราะจังหวะนั้นเจ้าตัวยิงไม่ค่อยดีจนโดน ทิม ครูล ป้องกันได้แบบสบายๆ อย่างไรก็ตามในครึ่งหลัง “น้องหมาก” โชว์การประสานงานอย่างสุดยอดกับ แรชฟอร์ด ก่อนหยุดเข้าไปชิพบอลแบบเหนือชั้นส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายช่วยให้ทีมนำห่าง 3 ประตู

5. ทิม ครูล เหนียวหนึบ 

ทิม ครูล อาจจะเสีย 2 ประตูในช่วงครึ่งแรก แต่ นอริช ซิตี้ อาจจะโดนยิงสกอร์ยับเยินยิ่งกว่านี้หากไม่มีนายทวารเลือดดัตช์

ผลงานการเซฟจุดโทษสำคัญ 2 ครั้งของ ครูล ทำให้หลายๆ คนหวนนึกถึงฟอร์มของเขาในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 เมื่อเขาลงทำหน้าที่ในช่วง 5 นาทีสุดท้ายแทน ยาสเปอร์ ซิลเลสเซ่น เกมที่ ฮอลแลนด์ ปะทะ คอสตาริก้า และสามารถเซฟจุดโทษได้อย่างสุดยอด

สำหรับในเกมรับมือ แมนฯ ยูไนเต็ด นั้น ครูล ยังคงได้รับการเชิดชูอย่างมากจากความนิ่งในการป้องกันจุดโทษของ แรชฟอร์ด และ มาร์กซิยาล แต่ไม่ใช่แค่จุดโทษเท่านั้น เพราะ ครูล ยังเซฟลูกยิงของแข้งทีมเยือนหลายต่อหลายครั้งในครึ่งหลังด้วย

กระนั้นเขาก็ไม่สามารถช่วยทีมให้เก็บแต้มจาก “ปีศาจแดง” ได้เนื่องจากเกมรุกของทีมเยือนดุดันยากจะต้านทานไหว อย่างไรก็ตามเรื่องจุดโทษมีประเด็นที่น่าสนใจพอสมควร เพราะ โซลชา ยืนยันว่าทั้งสองจุดโทษนั้นควรมีการยิงใหม่ เพราะ ครูล ออกมาจากเส้นประตูก่อนที่จะลูกทีมของตนจะวิ่งเข้าไปยิง…จริงเท็จยังไงลองดูรีเพลย์กันเอง


Shared

Author : admin

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

แสดงความคิดเห็น